"หมอคะ! ส้นเท้าหนูมันปูดออกมา แดงเถือกเลย ใส่คัทชูทีไรน้ำตาเล็ดทุกที... นี่หนูเป็นรองช้ำเหมือนแม่หรือเปล่าคะ?"

 



"หมอคะ! ส้นเท้าหนูมันปูดออกมา แดงเถือกเลย ใส่คัทชูทีไรน้ำตาเล็ดทุกที... นี่หนูเป็นรองช้ำเหมือนแม่หรือเปล่าคะ?"

เสียงโอดโอยของ "น้องจอย" สาวออฟฟิศวัย 28 ปี ดังมาแต่ไกล พร้อมกับถอดรองเท้าส้นสูงคู่สวยให้หมอดู ที่บริเวณด้านหลังส้นเท้าของเธอมีตุ่มนูนแข็งๆ แดงก่ำ เหมือนโดนรองเท้ากัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนบวมเป่ง

หลายคนมักสับสนครับ พอปวด "ส้นเท้า" ก็เหมาว่าเป็น "รองช้ำ" (Plantar Fasciitis) ไปเสียหมด แต่ความจริงแล้ว อาการปวดที่ "ด้านหลัง" กับ "ด้านล่าง" ของส้นเท้านั้น เป็นคนละโรคกันอย่างสิ้นเชิง!

วันนี้หมอเก่งจะพาไปรู้จักกับ "คู่กรณี" ของคนรักสวยรักงามที่ชอบใส่รองเท้าคับๆ โรคนี้มีชื่อเท่ๆ ว่า Haglund’s Deformity หรือที่หมอเรียกง่ายๆ ว่า "โรคตุ่มนูนหลังส้นเท้า" ครับ


ความจริงที่หมออยากบอก: "ปวดคนละที่... โรคคนละอย่าง"

อย่างแรกที่ต้องทำความเข้าใจ คือ "ทำเลที่ตั้ง" ของความเจ็บครับ

  • โรครองช้ำ (Plantar Fasciitis): จะปวดที่ "ใต้ฝ่าเท้า" (จุดที่เหยียบพื้น) มักเจ็บจี๊ดตอน "ก้าวแรกหลังตื่นนอน"
  • โรคตุ่มนูนหลังส้นเท้า (Haglund’s Deformity): จะปวดที่ "ด้านหลังข้อเท้า" (จุดที่เสียดสีกับขอบรองเท้า) จะเจ็บมากเวลา "ใส่รองเท้าหุ้มส้น"

ดังนั้น เคสของน้องจอยที่มีปุ่มนูนปวดแดงที่ด้านหลังส้นเท้า จึงไม่ใช่รองช้ำครับ แต่เป็นกระดูกปูดที่เกิดจากการเสียดสี


รู้จักโรค: ตุ่มนูนหลังส้นเท้า (Haglund’s Deformity) คืออะไร?

โรคนี้ฝรั่งเขามีชื่อเล่นว่า "Pump Bump" เพราะมักเกิดในผู้หญิงที่ใส่รองเท้าส้นสูง (Pumps) หรือรองเท้าคัทชูที่มีขอบหลังแข็งๆ เป็นประจำ

กลไกการเกิดโรค (Pathogenesis) ลองจินตนาการถึงภูเขาน้ำแข็งที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นครับ

  1. แรงกดทับ: เมื่อเราใส่รองเท้าที่ขอบหลังแข็ง หรือคับเกินไป มันจะกดเบียดกระดูกส้นเท้าด้านหลังอยู่ตลอดเวลา
  2. ร่างกายสู้กลับ: ร่างกายเราฉลาดครับ พอโดนกดบ่อยๆ มันเข้าใจว่าตรงนี้ไม่แข็งแรง เลยสร้างแคลเซียมมาพอกหนาขึ้นๆ จนกลายเป็นปุ่มกระดูกนูนออกมา
  3. การอักเสบ: เจ้าปุ่มกระดูกนี้ จะไปเบียดเสียดสีกับ "เอ็นร้อยหวาย" และ "ถุงน้ำลดแรงเสียดทาน" (Bursa) ที่อยู่ตรงนั้น ทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และเจ็บปวดขึ้นมา

ใครเสี่ยงบ้าง?

  • คนชอบใส่รองเท้าคับ: รองเท้าส้นสูง รองเท้าคัทชู หรือแม้แต่นักวิ่งที่ผูกเชือกรองเท้าแน่นเกินไป
  • คนเท้าอุ้งสูง (High Arch): รูปเท้าแบบนี้จะทำให้กระดูกส้นเท้าเอียงไปด้านหลังมากขึ้น ทำให้ปุ่มกระดูกเสียดสีกับรองเท้าง่ายกว่าคนทั่วไป
  • เอ็นร้อยหวายตึง: ทำให้แรงกดที่ส้นเท้าเพิ่มขึ้น

แยกโรคให้ขาด: Haglund’s VS รองช้ำ (โดยไม่ต้องดูตาราง)

หมอมีวิธีสังเกตง่ายๆ ให้คุณลองเช็คตัวเองครับ

1. จุดเจ็บ (Location is Key)

  • ถ้าเจ็บที่ "พื้นรองเท้า" เหมือนเหยียบตะปู = รองช้ำ
  • ถ้าเจ็บที่ "ขอบหลังรองเท้า" ตรงที่ติดรองเท้ากัด = Haglund’s (ตุ่มนูนหลังส้นเท้า)

2. สิ่งที่มองเห็น (Appearance)

  • รองช้ำ: มองภายนอกเท้ามักจะดูปกติ ไม่มีอะไรบวมปูด
  • Haglund’s: จะเห็นชัดเจนว่ามี "ตุ่มแข็งๆ นูนออกมา" ที่หลังส้นเท้า ผิวหนังบริเวณนั้นอาจจะแดง หนา หรือด้าน (Callus) จากการเสียดสี

3. ช่วงเวลาที่ปวด (Timing)

  • รองช้ำ: ปวดสุดๆ ตอน "ตื่นนอนก้าวแรก" พอเดินไปสักพักจะทุเลา
  • Haglund’s: ปวดสุดๆ ตอน "ใส่รองเท้า" ยิ่งเดินเยอะ ยิ่งเสียดสี ยิ่งปวด ถอดรองเท้าแล้วมักจะดีขึ้น (แต่ถ้าอักเสบมาก ถอดก็ยังปวดตุบๆ)

การตรวจวินิจฉัย: หาสาเหตุที่แท้จริง

เมื่อมาหาหมอ หมอจะตรวจดูว่าตุ่มนูนนั้นเป็นแค่ผิวหนังด้านๆ หรือเป็นกระดูกที่งอกออกมาจริงๆ

  • เอกซเรย์ (X-ray): จำเป็นที่สุดครับเราจะเห็นภาพชัดเจนเลยว่ากระดูกส้นเท้าด้านหลังมันยื่นแหลม หรือนูนขึ้นมาผิดปกติ (คล้ายๆ ปากนก) ไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อรอบๆ
  • อัลตราซาวนด์/MRI: อาจใช้ในกรณีที่สงสัยว่าเอ็นร้อยหวายมีการฉีกขาด หรือถุงน้ำอักเสบรุนแรงร่วมด้วย

แนวทางการรักษา: จัดการ "ปุ่มปวด" อย่างไร?

เป้าหมายคือ ลดการเสียดสี และลดการอักเสบครับ

1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (เปลี่ยน "คู่กรณี")

  • เปลี่ยนรองเท้า: นี่คือยาขนานเอก! หันมาใส่รองเท้าเปิดส้น (Open back) หรือรองเท้าผ้าใบที่มีส้นนุ่ม ยืดหยุ่น ไม่กดทับปุ่มกระดูก
  • ใช้แผ่นรอง (Heel Grips/Pads): หากจำเป็นต้องใส่คัทชู ให้ใช้แผ่นเจลนุ่มๆ แปะที่ขอบรองเท้า หรือแผ่นรองกันกัด เพื่อลดแรงกด
  • ยกส้นเท้า (Heel Lift): การใส่แผ่นรองส้นเท้าให้สูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยหย่อนเอ็นร้อยหวาย ลดแรงดึงรั้งที่กระดูกได้

2. กายภาพบำบัด

  • ยืดเอ็นร้อยหวาย: สำคัญมากครับ การยืดน่องจะช่วยลดแรงดึงที่ไปกระทำต่อปุ่มกระดูกนี้
  • ประคบเย็น: เมื่อมีอาการบวมแดงหลังการเดินเยอะๆ

3. การรักษาทางการแพทย์

  • ยา: ยาลดอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ช่วงสั้นๆ
  • การผ่าตัด: ถ้าปรับรองเท้าก็แล้ว กายภาพก็แล้ว ยังเจ็บจนเดินไม่ได้ หรือปุ่มมันใหญ่มากจนเอ็นร้อยหวายจะขาด หมออาจพิจารณาผ่าตัด "เฉือน" เอาปุ่มกระดูกส่วนเกินนี้ออก (Haglund’s Resection) ปัจจุบันมีการผ่าตัดส่องกล้อง แผลเล็ก เจ็บน้อยครับ

สรุป

หากคุณคลำเจอตุ่มแข็งๆ ที่หลังส้นเท้า แล้วเจ็บเวลาใส่รองเท้า อย่าเพิ่งเหมาว่าเป็นรองช้ำแล้วซื้อยามากินเองนะครับ เพราะต้นเหตุคือ "โครงสร้างกระดูก" และ "รองเท้า"

สำหรับ "น้องจอย" และสาวๆ ที่รักการใส่ส้นสูง หมอแนะนำว่า "สวยได้ แต่ต้องพักบ้าง" ลองสลับมาใส่รองเท้าที่สบายเท้า ปล่อยให้ส้นเท้าได้หายใจ ไม่ถูกกดทับ แล้วเจ้าตุ่มนูนนี้จะสงบเสงี่ยม ไม่แผลงฤทธิ์ให้เราเจ็บปวดครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดส้นเท้า #เจ็บหลังส้นเท้า #ตุ่มนูนที่ส้นเท้า #HaglundDeformity #PumpBump #รองเท้ากัด #เอ็นร้อยหวายอักเสบ #หมอเก่งกระดูกและข้อ


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. Vaishya R, Agarwal AK, Azizi AT, Vijay V. Haglund's Syndrome: A Commonly Seen Mysterious Condition. Cureus. 2016;8(10):e820.
    • (สรุป: ภาพรวมของโรค Haglund’s Syndrome ที่มักถูกมองข้าม สาเหตุ อาการ และแนวทางการรักษาทั้งแบบไม่ผ่าตัดและผ่าตัด)
  2. Sofat S, Vishwanath A, Gupta N. Haglund's Deformity: Pathophysiology, Diagnosis, and Management. Foot Ankle Clin. 2021;26(1):157-168.
    • (สรุป: เจาะลึกกลไกการเกิดโรค การตรวจวินิจฉัย และการจัดการดูแลรักษาที่เป็นมาตรฐานปัจจุบัน)
  3. Myerson MS, Shimozono Y, Kennedy JG. Haglund’s Deformity and Insertional Achilles Tendinopathy. In: Operative Techniques in Orthopaedic Surgery. 3rd ed. Wolters Kluwer; 2021.
    • (สรุป: เทคนิคทางศัลยกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างปุ่มกระดูก Haglund กับภาวะเอ็นร้อยหวายเสื่อม)
  4. Desai SS, Cohen-Levy WB. Haglund Deformity. [Updated 2023 Jun 26]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023.
    • (สรุป: ข้อมูลทางการแพทย์ที่ทันสมัยเกี่ยวกับการวินิจฉัยแยกโรค และแนวทางการดูแลรักษาเบื้องต้นจนถึงขั้นสูง)
  5. Boffeli TJ, Collier RC. Surgical Techniques for Haglund’s Deformity Correction: A Retrospective Analysis. J Foot Ankle Surg. 2020;59(2):354-358.
    • (สรุป: การวิเคราะห์ผลลัพธ์ของการผ่าตัดแก้ไขภาวะกระดูกงอกหลังส้นเท้าแบบต่างๆ)

Comments

Popular posts from this blog

ก้าวแรกเหมือนเหยียบตะปู! เจ็บส้นเท้าทุกเช้า... เช็กด่วน 5 พฤติกรรม "เติมเชื้อไฟ" ให้รองช้ำไม่หายสักที

เลือกรองเท้าเดินอย่างไร? ให้เหมาะกับคนวัย 60+ ที่เริ่มมีอาการปวดส้นเท้า

กระดูกงอกที่ส้นเท้า... ต้องผ่าตัดจริงหรือ? เมื่อ "หนาม" ในเท้าทำให้เรากังวล