ก้าวแรกของวันที่แสนทรมาน... ปวดส้นเท้าเหมือนเหยียบตะปู สัญญาณ ‘รองช้ำ’ ที่คนวัย 60 ต้องฟัง!”
ก้าวแรกของวันที่แสนทรมาน... ปวดส้นเท้าเหมือนเหยียบตะปู สัญญาณ ‘รองช้ำ’ ที่คนวัย 60 ต้องฟัง!”
สวัสดีครับ ผมหมอเก่งนะครับ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องอาการปวดที่ขัดขวางความสุขในการเดินของใครหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่ที่อยู่ในวัยเกษียณ หรือวัยที่ควรจะได้เดินท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างมีความสุข อาการที่ว่านี้คือ “ปวดส้นเท้า” ครับ
หมอเชื่อว่าหลายท่านเคยเจอประสบการณ์นี้ ตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น แต่พอหย่อนขาลงจากเตียงแล้วก้าวเดินก้าวแรกเท่านั้นแหละ... อาการปวดแปล๊บที่ส้นเท้าก็แล่นปรี๊ดขึ้นมาจนต้องเดินกะเผลก แต่พอเดินไปสักพักกลับรู้สึกดีขึ้น แต่พอไปนั่งพักนานๆ แล้วลุกขึ้นเดินใหม่ เอ้า! กลับมาปวดอีกแล้ว อาการแบบนี้แหละครับคือสัญญาณเตือนของโรคที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “รองช้ำ” วันนี้หมอจะพาไปทำความเข้าใจแบบละเอียด ตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงวิธีรักษาที่คุณทำเองได้ที่บ้านครับ
เรื่องเล่าจากคนไข้ของหมอเก่ง
หมอขอเล่าเรื่องของ “ป้าสมศรี” (นามสมมติ) อายุ 60 ปี ป้าสมศรีเป็นคนร่าเริง ชอบเดินออกกำลังกายที่สวนสาธารณะ และชอบเดินจ่ายตลาดเองทุกเช้า ป้าสมศรีสูงประมาณ 155 เซนติเมตร แต่น้ำหนักตัวอยู่ที่ 70 กิโลกรัม ซึ่งป้าบอกหมอว่า “น้ำหนักป้าขึ้นมา 5 กิโลในช่วงปีนี้เองค่ะหมอ”
ป้าสมศรีมาหาหมอด้วยสีหน้ากังวล บอกว่า “หมอคะ ป้าปวดส้นเท้าซ้ายมากเลยค่ะ ปวดจนไม่อยากลุกจากเตียงตอนเช้า มันเจ็บเหมือนมีเข็มมาทิ่มที่กลางส้นเท้า ป้าลองนวดเองก็ไม่หาย ซื้อยาแก้ปวดมากินก็ดีขึ้นแค่แป๊บเดียว ป้ากลัวว่ากระดูกจะแตกหรือจะเป็นเนื้อร้ายไหมคะ?”
หลังจากหมอตรวจร่างกายและพูดคุยกับป้าสมศรี หมอก็ยิ้มแล้วบอกป้าว่า “ป้าไม่ต้องตกใจนะครับ ป้าไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่มันคือโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบครับ” เดี๋ยวหมอจะอธิบายให้ฟังครับว่าทำไมป้าสมศรีถึงเป็นโรคนี้
อธิบายโรคแบบเข้าใจง่าย: “หนังสติ๊กใต้ฝ่าเท้าที่เริ่มเปื่อย”
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน หมออยากให้ทุกคนลองนึกภาพตามนะครับ ใต้ฝ่าเท้าของเราจะมีแถบพังผืดเหนียวๆ ผืนหนึ่งที่ขึงตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงโคนนิ้วเท้า เจ้าพังผืดนี้ทำหน้าที่เหมือน “หนังสติ๊ก” หรือ “สปริง” คอยรับแรงกระแทกเวลาเราเดินและช่วยพยุงอุ้งเท้าให้เป็นรูปเป็นร่าง
แต่พอเราอายุมากขึ้น (เหมือนป้าสมศรีในวัย 60) หนังสติ๊กเส้นนี้ก็เริ่มเปื่อยและขาดความยืดหยุ่น ยิ่งถ้ามีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (70 กิโลกรัม) ก็เหมือนเราเอาของหนักๆ ไปแขวนไว้บนหนังสติ๊กที่เปื่อยๆ ทุกวันครับ พอก้าวเดินก้าวแรก แรงกระชากแรงๆ ก็ทำให้หนังสติ๊กเส้นนี้เกิดการฉีกขาดเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จนเกิดการอักเสบและปวดขึ้นมานั่นเองครับ
ความรู้พื้นฐานของโรค: โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis)
โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ (Plantar Fasciitis) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “รองช้ำ” เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของอาการปวดส้นเท้าในผู้ใหญ่ครับ
โรคคืออะไร: คือการอักเสบหรือการเสื่อมสภาพของพังผืดหนาใต้ฝ่าเท้า (Plantar Fascia) ตรงจุดที่ยึดเกาะกับกระดูกส้นเท้า
สาเหตุ: เกิดจากการรับแรงกระแทกซ้ำๆ หรือแรงดึงรั้งที่มากเกินไปจนเกิดรอยฉีกขาดระดับเนื้อเยื่อ
การเกิดโรค: เมื่อพังผืดถูกดึงรั้งซ้ำๆ ร่างกายจะพยายามซ่อมแซมแต่บางครั้งซ่อมไม่ทัน หรือซ่อมออกมาเป็นพังผืดที่แข็งและไม่ยืดหยุ่น ทำให้ปวดเรื้อรัง
อาการ: ปวดส้นเท้ามากในก้าวแรกของวัน หรือหลังจากนั่งพักนานๆ แล้วลุกเดิน อาการมักจะทุเลาลงเมื่อเดินไปสักพัก แต่จะกลับมาปวดอีกครั้งหลังยืนนานๆ หรือเดินมากๆ
5 ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้คนวัย 60 เป็น "รองช้ำ"
อายุที่มากขึ้น: เนื้อเยื่อพังผืดเสื่อมสภาพตามกาลเวลาและการสะสมการใช้งาน
น้ำหนักตัวเกิน: น้ำหนักที่มากเกินไปจะเพิ่มแรงกดทับที่ส้นเท้าโดยตรงทุกครั้งที่ก้าวเดิน
โครงสร้างเท้าผิดปกติ: เช่น คนที่มีเท้าแบนเกินไปหรืออุ้งเท้าโก่งเกินไป ทำให้พังผืดถูกดึงรั้งมากกว่าปกติ
รองเท้าที่ไม่เหมาะสม: การใส่รองเท้าพื้นบางเกินไป พื้นแข็งเกินไป หรือรองเท้าที่ไม่มีส่วนซัพพอร์ตอุ้งเท้า
กิจกรรมที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ: รวมถึงการเดินบนพื้นแข็งๆ ภายในบ้านโดยไม่สวมรองเท้า
การตรวจวินิจฉัย: ไม่ต้องเจาะเลือดก็รู้ได้
เมื่อป้าสมศรีมาหาหมอ หมอมีขั้นตอนการตรวจดังนี้ครับ:
การตรวจร่างกาย: หมอจะใช้นิ้วกดไปที่จุดกึ่งกลางส้นเท้า ซึ่งคนเป็นรองช้ำจะสะดุ้งปวดทันที และหมอจะลองกระดกนิ้วเท้าขึ้นเพื่อดูว่าพังผืดตึงมากแค่ไหน
การอัลตราซาวด์ (Ultrasound): วิธีนี้หมอชอบมากครับ เพราะหมอจะเห็นความหนาของพังผืดได้ทันที โดยปกติพังผืดไม่ควรหนาเกิน 4 มิลลิเมตร แต่ในคนไข้ที่เป็นรองช้ำมักจะหนาถึง 5-6 มิลลิเมตรและมีน้ำคั่งจากการอักเสบ
เอกซเรย์ (X-ray): หมอจะทำเพื่อดูว่ามี “กระดูกงอก” ที่ส้นเท้าไหม แต่หมอขอบอกไว้ก่อนนะครับว่า กระดูกงอกไม่ใช่สาเหตุหลักของอาการปวด หลายคนมีกระดูกงอกแต่ไม่ปวด และหลายคนปวดรุนแรงแต่ไม่มีกระดูกงอกครับ
การตรวจอื่นๆ: ในกรณีที่คุณป้ามีอาการปวดลามไปที่น่องหรือมีอาการชา หมออาจจะตรวจเช็กเรื่องเส้นประสาทถูกกดทับเพิ่มเติมครับ
แนวทางการรักษา: “ยืดเป็นหลัก ยาเป็นรอง”
หมอเน้นย้ำกับป้าสมศรีเสมอว่า “80-90% ของคนไข้รองช้ำ หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ” แต่ต้องอาศัยวินัยและความเข้าใจ:
1. ปรับพฤติกรรมและการทำกายภาพบำบัด (สำคัญอันดับ 1):
การยืดเอ็นร้อยหวายและพังผืดฝ่าเท้า: หมอสอนให้ป้าสมศรีใช้ผ้าขนหนูคล้องที่ปลายเท้าแล้วดึงเข้าหาตัวค้างไว้ 15-20 วินาที ทำก่อนลงจากเตียงตอนเช้า เพื่อให้หนังสติ๊กที่มันหดตัวตอนเรานอนได้ขยายออกก่อนจะก้าวเดินครับ
การบริหารกล้ามเนื้อน่อง: ยืนหันหน้าเข้าหาฝาผนังแล้วยืดน่อง ช่วยลดแรงดึงรั้งจากด้านหลังมาสู่ฝ่าเท้า
2. การใช้อุปกรณ์ช่วย:
รองเท้า: เปลี่ยนมาสวมรองเท้าที่มีส้นหนานุ่มและมีส่วนรองรับอุ้งเท้า (Arch Support)
แผ่นรองส้นเท้า: ใช้ซิลิโคนนุ่มๆ รองที่ส้นเท้าเพื่อลดแรงกระแทก
ใส่รองเท้าในบ้าน: อย่าเดินเท้าเปล่าบนพื้นกระเบื้องหรือพื้นปูนแข็งๆ ในบ้านครับ
3. การใช้ยา:
ทานยาลดอักเสบ (NSAIDs) เป็นช่วงสั้นๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อบรรเทาอาการปวดในระยะเฉียบพลัน
4. การฉีดยาเฉพาะจุดโดยใช้ Ultrasound ช่วยระบุตำแหน่ง:
หากทำกายภาพแล้วไม่ดีขึ้น หมออาจใช้เครื่องอัลตราซาวด์นำทางเพื่อฉีดยาลดอักเสบ หรือฉีด เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP) เพื่อช่วยซ่อมแซมพังผืดให้แข็งแรงขึ้น การใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยให้หมอส่งยาไปได้ตรงจุดที่อักเสบที่สุดและปลอดภัยต่อคนไข้ครับ
5. การผ่าตัด:
จะทำก็ต่อเมื่อรักษาทุกวิธีแล้วอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปีแต่ไม่ดีขึ้น ซึ่งพบน้อยมากครับ เป็นการผ่าตัดเพื่อคลายความตึงของพังผืดบางส่วนออก
พยากรณ์โรค: นานไหมกว่าจะหาย?
โรคนี้ “หายได้แน่นอนครับ” แต่อาจต้องใช้เวลาหน่อย ปกติจะเริ่มดีขึ้นชัดเจนใน 4-6 สัปดาห์ และหายขาดได้ใน 3-6 เดือน สิ่งสำคัญคือป้าสมศรีต้องไม่ใจร้อน และไม่กลับไปใช้งานเข่าและเท้าหนักๆ จนกว่าจะแข็งแรงดีครับ
ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง
หากปล่อยทิ้งไว้และเดินกะเผลกนานๆ:
อาการปวดเข่า ปวดสะโพก และปวดหลัง: เพราะร่างกายจะพยายามเดินเอียงเพื่อหลบความเจ็บปวด ทำให้แนวสันหลังและข้อต่ออื่นๆ เสียสมดุล
พังผืดฉีกขาดถาวร: ทำให้เท้าแบนและเดินลำบากมากขึ้นในอนาคต
5 วิธีป้องกัน "รองช้ำ" กลับมาเป็นซ้ำ
คุมน้ำหนักตัว: สำหรับคุณป้าที่มีน้ำหนัก 70 กิโลกรัม หากลดลงได้สัก 3-5 กิโลกรัม ส้นเท้าจะขอบคุณคุณป้ามากครับ
ยืดเท้าเป็นประจำ: ทำให้พังผืดและเอ็นร้อยหวายยืดหยุ่นอยู่เสมอ แม้จะหายปวดแล้วก็ตาม
เลือกรองเท้าที่เหมาะสม: เลี่ยงรองเท้าส้นแบนราบ หรือรองเท้าที่พื้นแข็งเหมือนแผ่นไม้
ไม่เดินเท้าเปล่า: โดยเฉพาะบนพื้นแข็งๆ ควรมีรองเท้าสำหรับใส่ในบ้านที่นุ่มนิ่ม
ออกกำลังกายแบบลดแรงกระแทก: เช่น การปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ แทนการเดินเร็วหรือวิ่งนานๆ
Q&A Section
Q: รองช้ำเกี่ยวกับการกินกรดยูริคสูงหรือโรคเก๊าท์ไหม? A: โดยส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกันครับ รองช้ำเกิดจากแรงกระแทกและโครงสร้างพังผืด แต่ถ้าเป็นเก๊าท์ อาการปวดมักจะบวม แดง ร้อน และมักจะเป็นที่ข้อต่อมากกว่ากลางส้นเท้าครับ
Q: ต้องใส่รองเท้าที่มีกระดูกงอกรองรับไหม? A: ไม่จำเป็นต้องซื้อรองเท้าพิเศษเพื่อหลบกระดูกงอกครับ แค่เน้นรองเท้าที่มีแผ่นรองนุ่มๆ (Cushion) ที่ส้นเท้าก็เพียงพอแล้วครับ
Q: ปวดส้นเท้ากี่วันควรมาพบหมอ? A: ถ้าปวดต่อเนื่องเกิน 2 สัปดาห์ หรือปวดจนต้องกะเผลกตลอดเวลา แนะนำให้มาตรวจดูครับ จะได้รักษาให้ถูกจุดตั้งแต่เนิ่นๆ
สรุปประเด็นสำคัญ
ปวดก้าวแรกของวันที่ส้นเท้า คือสัญญาณชัดเจนของโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบหรือรองช้ำ
น้ำหนักตัวและอายุที่เพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้พังผืดใต้เท้าต้องรับภาระหนัก
การวินิจฉัยที่แม่นยำทำได้โดยการตรวจร่างกายและอัลตราซาวด์ดูความหนาของพังผืด
การยืดเหยียดพังผืดและน่องเป็นวิธีรักษาที่ได้ผลดีที่สุดและยั่งยืนที่สุด
รองเท้าที่ดีและการคุมน้ำหนักคือหัวใจสำคัญในการป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666
#ปวดส้นเท้า #รองช้ำ #เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ #เจ็บส้นเท้า #ปวดเท้า #กายภาพบำบัด #วิธีรักษารองช้ำ #รองเท้าสุขภาพ #ผู้สูงอายุ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ลดน้ำหนัก #สุขภาพเท้า #PlantarFasciitis #HeelPain #Orthopedics #FootHealth #HeelSpur
References
Riddle DL, Pulisic M, Pidcoe P, Johnson RE. Risk factors for plantar fasciitis: a matched case-control study. J Bone Joint Surg Am. 2003;85(5):872‑877. doi:10.2106/00004623-200305000-00015. PMID:12728038. สรุปไทย: งานนี้เทียบคนที่เป็นรองช้ำกับคนปกติ พบว่าคนที่น้ำหนักตัวมาก ยืนทำงานนาน และข้อเท้ากระดกขึ้นได้น้อย มีโอกาสเป็นรองช้ำมากกว่า แสดงว่าควบคุมน้ำหนักและยืดข้อเท้าเป็นเรื่องสำคัญ.
Buchbinder R. Clinical practice. Plantar fasciitis. N Engl J Med. 2004;350(21):2159‑2166. doi:10.1056/NEJMcp032745. PMID:15152061. สรุปไทย: บทความจาก NEJM นี้สรุปตั้งแต่สาเหตุ อาการ การตรวจร่างกาย ไปจนถึงวิธีรักษารองช้ำ เช่น การพัก ยืดพังผืด เปลี่ยนรองเท้า แผ่นรองฝ่าเท้า และการฉีดยา เป็นแนวทางที่แพทย์ทั่วโลกใช้กัน.
Thompson JV, Saini SS, Reb CW, Daniel JN. Diagnosis and management of plantar fasciitis. Foot Ankle Spec. 2014;7(3):230‑236.[ยังยืนยันไม่ได้: ยังไม่พบ PMID/DOI จาก PubMed ในรอบค้นนี้] สรุปไทย: บทความนี้เน้นวิธีตรวจหาโรครองช้ำให้แม่น เช่น จุดกดเจ็บเฉพาะ และรวบรวมวิธีรักษาตั้งแต่การยืดกล้ามเนื้อ การเปลี่ยนรองเท้า แผ่นรองพื้น จนถึงหัตถการขั้นสูง ช่วยให้เลือกการรักษาให้เหมาะกับแต่ละคนไข้.
Schwartz EN, Su J. Plantar fasciitis: a concise review. Perm J. 2014;18(1):e105‑e107. doi:10.7812/TPP/13-113. PMID:24626080. สรุปไทย: รีวิวสั้นๆ นี้อธิบายว่ารองช้ำเกิดจากพังผืดฝ่าเท้าถูกดึงซ้ำๆ จนหนาและเสื่อมมากกว่าการ “อักเสบเฉยๆ” และสรุปวิธีรักษาแบบไม่ผ่าตัดที่ได้ผลดี เช่น การยืดพังผืด การรองรับฝ่าเท้า และกายภาพบำบัด.
DiGiovanni BF, Nawoczenski DA, Lintal ME, Moore EA, Murray JC, Wilding GE, et al. Tissue-specific plantar fascia-stretching exercise enhances outcomes in patients with chronic heel pain: a prospective, randomized study. J Bone Joint Surg Am. 2003;85(7):1270‑1277. doi:10.2106/00004623-200307000-00013. PMID:12851352.สรุป: การทดลองสุ่มนี้เปรียบเทียบท่ายืดเฉพาะพังผืดฝ่าเท้ากับท่ายืดเอ็นร้อยหวาย พบว่าที่ยืดพังผืดเฉพาะช่วยลดปวดส้นเท้าและเพิ่มการใช้งานได้ดีกว่า จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าท่าบริหารเฉพาะจุดช่วยให้รองช้ำดีขึ้นจริง.
Comments
Post a Comment