เจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า! ก้าวแรกตอนตื่นนอนคือฝันร้าย... คุณกำลังเป็น "รองช้ำ" อยู่หรือเปล่า?

 

เจ็บจี๊ดที่ส้นเท้า! ก้าวแรกตอนตื่นนอนคือฝันร้าย... คุณกำลังเป็น "รองช้ำ" อยู่หรือเปล่า?

เคยไหมครับ? ตื่นเช้ามา สดชื่นแจ่มใส แต่พอหย่อนขาลงจากเตียง ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ส้นเท้าก้าวแรกเท่านั้นแหละ... "โอ๊ย! เจ็บเหมือนมีเข็มตำ"

ต้องเดินกะเผลกๆ อยู่พักใหญ่ พอเดินไปสักพักอาการก็ดีขึ้น แต่พอนั่งทำงานนานๆ แล้วลุกขึ้นเดินใหม่ ก็กลับมาเจ็บจี๊ดอีก อาการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่ใช่แค่อาการปวดเมื่อยธรรมดาที่นวดแล้วหายครับ แต่มันคือสัญญาณเตือนของโรคยอดฮิตที่ชื่อว่า "โรครองช้ำ" หรือ "เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ" (Plantar Fasciitis) นั่นเอง

วันนี้หมอเก่งจะพามาเจาะลึกโรคนี้กันแบบละเอียด ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งหายไว ไม่ต้องทนเดินเจ็บไปตลอดชีวิตครับ

เรื่องเล่าจาก "คุณครูนิด" กับกระดูกงอกที่น่ากลัว

เมื่อสัปดาห์ก่อน หมอได้ดูแลคนไข้ท่านหนึ่งครับ ชื่อ "ครูนิด" (นามสมมติ) วัย 45 ปี อาชีพแม่พิมพ์ของชาติที่ต้องยืนสอนหนังสือหน้ากระดานดำวันละหลายชั่วโมง ครูนิดเดินเข้ามาด้วยท่าทางเจ็บปวด สีหน้ากังวลมาก

"หมอคะ ป้าข้างบ้านบอกว่าครูเป็นกระดูกงอกทิ่มเนื้อแน่ๆ เลย มันเจ็บเหมือนหนามตำตลอดเวลา ครูต้องผ่าตัดเอากระดูกออกไหมคะ? ครูไม่อยากผ่าตัดเลย กลัวเดินไม่ได้"

หมอฟังแล้วก็ยิ้มให้กำลังใจครับ บอกครูนิดไปว่า "ใจเย็นๆ ก่อนนะครับคุณครู 90% ของคนไข้ที่มาหาหมอด้วยอาการนี้ ไม่ต้องผ่าตัดครับ และไอ้เจ้ากระดูกงอกเนี่ย มันไม่ได้ทิ่มเนื้อเราอย่างที่เข้าใจกันนะ"

หลังจากหมอตรวจร่างกายและทำอัลตราซาวด์ให้ดู ครูนิดถึงบางอ้อ และเริ่มเข้าสู่กระบวนการรักษาที่ถูกต้อง จนตอนนี้กลับไปยืนสอนหนังสือได้สบายแล้วครับ

รองช้ำ คืออะไร? (ทำไมถึงเจ็บที่ส้นเท้า)

เพื่อให้เห็นภาพง่ายๆ ลองจินตนาการถึง "คันธนู" นะครับ กระดูกเท้าของเราโค้งเหมือนคันธนู และมี "เส้นเอ็นฝ่าเท้า" (Plantar Fascia) ขึงตึงอยู่ด้านล่างเหมือน "สายธนู"

เส้นเอ็นแผ่นนี้หนาและเหนียวมากครับ ยึดตั้งแต่ส้นเท้าไปจนถึงนิ้วเท้า มีหน้าที่รองรับอุ้งเท้าและรับแรงกระแทกเวลาเราเดินหรือวิ่ง

แต่ถ้าเราใช้งานมันหนักเกินไป เช่น ยืนนานๆ น้ำหนักตัวเยอะ หรือใส่รองเท้าที่พื้นแข็งเกินไป สายธนูเส้นนี้จะถูกดึงยืดจนตึงเปรี้ยะ จนเกิด "การฉีกขาดเล็กๆ" (Micro-tears) บริเวณจุดเกาะที่ส้นเท้า ร่างกายก็จะซ่อมแซมตัวเองเกิดเป็นการอักเสบ พังผืด และความเจ็บปวดตามมานั่นเองครับ

อาการแบบไหน?

อาการของโรคนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากครับ ถ้าคุณมีอาการ 3 ข้อนี้ ให้สงสัยไว้เลยครับ

  1. เจ็บก้าวแรกของวัน (First Step Pain): นี่คืออาการคลาสสิกที่สุด! ตื่นนอนลงจากเตียงก้าวแรกจะปวดมากที่สุด เพราะตอนเรานอน เอ็นฝ่าเท้ามันหดตัว พอตื่นมาเหยียบพื้น มันถูกกระชากทันทีเลยเจ็บครับ
  2. ปวดหลังจากนั่งนานๆ (Start-up Pain): นั่งดูทีวี หรือนั่งทำงานนานๆ พอลุกเดินก้าวแรกจะเจ็บ แล้วเดินไปสักพักจะทุเลาลง
  3. ปวดที่จุดเดิม: มักจะกดเจ็บที่จุดกึ่งกลางส้นเท้า หรือค่อนไปทางด้านใน กดปุ๊บสะดุ้งปั๊บ

"กระดูกงอก" (Heel Spur) สาเหตุที่แท้จริง หรือจำเลยผู้บริสุทธิ์?

หลายคนไปเอกซเรย์แล้วเจอ "หินปูนเกาะกระดูกส้นเท้า" หรือที่เรียกว่ากระดูกงอก แล้วตกใจ คิดว่านี่คือสาเหตุที่ทำให้เจ็บ

ความจริงคือ: กระดูกงอก ส่วนใหญ่เป็นแค่ "หลักฐาน" ว่าเอ็นฝ่าเท้าของคุณถูกดึงรั้งมาเป็นเวลานาน ร่างกายเลยสร้างหินปูนมาเสริมความแข็งแรงครับ ตัวกระดูกงอกเอง "ไม่ได้ทิ่มแทงเนื้อ" จนทำให้ปวด คนไข้หลายคนมีกระดูกงอกแต่ไม่ปวดส้นเท้าเลยก็มี ดังนั้น เราไม่ได้รักษาที่กระดูกงอกครับ เรารักษาที่การอักเสบของเอ็น

ใครบ้างที่มีความเสี่ยง?

  • น้ำหนักตัวเกิน: ยิ่งหนัก เอ็นฝ่าเท้ายิ่งรับภาระหนัก เหมือนสายธนูที่ต้องรับน้ำหนักมหาศาล
  • อาชีพที่ต้องยืน/เดินนาน: ครู พยาบาล พนักงานห้าง รปภ.
  • โครงสร้างเท้า: คนที่มี "อุ้งเท้าสูง" (High arch) หรือ "เท้าแบน" (Flat foot) จะมีการกระจายน้ำหนักที่ไม่สมดุล ทำให้เอ็นฝ่าเท้าทำงานหนักกว่าคนปกติ
  • รองเท้า: ใส่รองเท้าพื้นแข็ง พื้นบาง หรือรองเท้าส้นสูงเป็นประจำ
  • นักวิ่ง: โดยเฉพาะคนที่เพิ่มระยะวิ่งเร็วเกินไป หรือวิ่งบนพื้นแข็ง

การตรวจวินิจฉัย: หมอทำอะไรบ้าง?

เมื่อมาหาหมอ หมอจะตรวจอย่างละเอียดครับ

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกาย: หมอจะกดหาจุดเจ็บ และดัดนิ้วเท้าขึ้นเพื่อดูความตึงของเอ็น
  2. เอกซเรย์ (X-ray): เพื่อดูโครงสร้างกระดูก ดูว่ามีกระดูกงอกไหม (เพื่อแยกโรคอื่น)
  3. อัลตราซาวด์ (Ultrasound): เราจะเห็นว่าเอ็นฝ่าเท้า "บวมหนา" แค่ไหน ปกติหนาไม่เกิน 4 มม. ถ้าหนา 6-7 มม. และมีสีคล้ำๆ ในจอ แสดงว่าอักเสบชัดเจนครับ

การรักษา:

ข่าวดีคือ 90% ของคนไข้ หายได้โดย "ไม่ต้องผ่าตัด" ครับ แต่ต้องใช้ความอดทนและวินัย เพราะโรคนี้ "มาช้า... แต่ไปช้ากว่า" (เป็นง่าย หายยาก ใช้เวลาเป็นเดือนครับ)

1. การปรับพฤติกรรมและอุปกรณ์ (สำคัญที่สุด)

  • พักการใช้เท้า: ลดการเดิน ยืน หรือวิ่ง ในช่วงที่ปวดมาก
  • เปลี่ยนรองเท้า: เลือกรองเท้าที่มีส้นนุ่ม รองรับแรงกระแทกได้ดี และมีส่วนนูนรับอุ้งเท้า (Arch Support) ใครชอบเดินเท้าเปล่าในบ้าน "ควรหารองเท้านุ่มๆ (Slipper) ใส่เดินในบ้าน" เสมอครับ
  • แผ่นรองส้นเท้า (Heel Pad) หรือตัว Air heel ช่วยลดแรงกระแทกได้

2. การกายภาพบำบัดด้วยตัวเอง (ยาขนานเอก) หมอย้ำกับคนไข้เสมอว่า "ยาที่ดีที่สุด คือการยืดเอ็นครับ" ถ้ากินยาแต่ไม่ยืด ก็เหมือนแค่ระงับปวดชั่วคราว

  • ท่ายืดน่อง: ยืนหันหน้าเข้ากำแพง ขาข้างที่เจ็บเหยียดตึงไปด้านหลัง ส้นเท้าติดพื้น ย่อเข่าหน้าลง จนรู้สึกตึงที่น่อง ทำค้างไว้ 10-15 วินาที ทำบ่อยๆ วันละหลายรอบ
  • ท่านวดฝ่าเท้าด้วยขวดน้ำ: เอาขวดน้ำเย็นจัดๆ วางบนพื้น แล้วใช้ฝ่าเท้ากลิ้งเหยียบไปมา ความเย็นช่วยลดปวด การกลิ้งช่วยนวดเอ็น

3. การรักษาทางการแพทย์ (เมื่อทำเองแล้วไม่หาย)

  • ยา: ยาลดอักเสบ (NSAIDs) ช่วยบรรเทาปวดได้ช่วงสั้นๆ
  • เครื่องกระแทกคลื่นความถี่สูง (Shockwave Therapy): เป็นเทคโนโลยีคลื่นจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเส้นเลือดใหม่และซ่อมแซมเอ็นที่เสื่อมสภาพ (อาจจะเจ็บตอนทำนิดหน่อย แต่ได้ผลดีครับ)
  • การฉีดยา (Injection):
    • สเตียรอยด์: ฉีดเพื่อลดปวดอักเสบเฉียบพลัน แต่ "ไม่ควรฉีดเกิน 1-2 ครั้ง" เพราะจะทำให้เอ็นเปื่อยและไขมันส้นเท้าฝ่อได้
    • เกล็ดเลือดเข้มข้น (PRP): เป็นทางเลือกใหม่ คือการเจาะเลือดเราไปปั่นแยกเกล็ดเลือด แล้วฉีดกลับเข้าไปที่เอ็น เพื่อเร่งกระบวนการซ่อมแซม (Regeneration) วิธีนี้ปลอดภัยและได้ผลดีในระยะยาว โดยหมอจะใช้ "อัลตราซาวด์นำวิถี" เพื่อให้ยาเข้าไปยังจุดที่เสียหายแม่นยำที่สุดครับ

4. การผ่าตัด เป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ ครับ ใช้ในกรณีที่รักษาทุกวิถีทางแล้ว 6-12 เดือนไม่ดีขึ้น หมออาจพิจารณาผ่าตัดคลายเส้นเอ็น หรือยืดกล้ามเนื้อน่อง

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

โรคนี้หายขาดได้ครับ แต่ก็ "กลับมาเป็นซ้ำได้" ถ้าเรากลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม เช่น น้ำหนักตัวขึ้น หรือกลับไปใส่รองเท้าพื้นแข็ง

หัวใจสำคัญคือ "วินัยในการยืดเหยียดกล้ามเนื้อน่องและเอ็นฝ่าเท้า" ครับ ยิ่งยืดบ่อย เอ็นยิ่งมีความยืดหยุ่น โอกาสฉีกขาดก็น้อยลง

บทสรุปจากหมอ

โรครองช้ำ เป็นโรคที่บั่นทอนความสุขในชีวิตประจำวันมากครับ แต่เราเอาชนะมันได้ ขอแค่เข้าใจสาเหตุ ปรับเปลี่ยนรองเท้า และขยันยืดน่องและฝ่าเท้าทุกวัน

อย่าปล่อยให้ก้าวแรกของวันเป็นความเจ็บปวดอีกต่อไปครับ ถ้าดูแลตัวเองเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจด้วยอัลตราซาวด์และวางแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อให้คุณกลับมาเดินได้อย่างมั่นใจในทุกย่างก้าวครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng

#รองช้ำ #ปวดส้นเท้า #PlantarFasciitis #เอ็นฝ่าเท้าอักเสบ #เจ็บส้นเท้าตอนเช้า #กระดูกงอก #Shockwave #PRP #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดเท้า


References:

  1. Trojian T, Tucker AK. Plantar Fasciitis. Am Fam Physician. 2019;99(12):744-750.
  2. Latt LD, Jaffe DE, Tang Y, Taljanovic MS. Evaluation and Treatment of Chronic Plantar Fasciitis. Foot Ankle Orthop. 2020;5(1):2473011419896763.
  3. Morrissey, D. et al. Management of plantar heel pain: a best practice guide informed by a systematic review, expert clinical reasoning and patient values. Br J Sports Med. 2021;55(19):1106-1113.
  4. Goff JD, Crawford R. Diagnosis and treatment of plantar fasciitis. Am Fam Physician. 2011;84(6):676-682.
  5. Schuitema, D. et al. Platelet-rich plasma for the treatment of chronic plantar fasciitis: a systematic review and meta-analysis of randomized controlled trials. Foot Ankle Surg. 2022;28(1):2-9.

Comments

Popular posts from this blog

ก้าวแรกเหมือนเหยียบตะปู! เจ็บส้นเท้าทุกเช้า... เช็กด่วน 5 พฤติกรรม "เติมเชื้อไฟ" ให้รองช้ำไม่หายสักที

เลือกรองเท้าเดินอย่างไร? ให้เหมาะกับคนวัย 60+ ที่เริ่มมีอาการปวดส้นเท้า

กระดูกงอกที่ส้นเท้า... ต้องผ่าตัดจริงหรือ? เมื่อ "หนาม" ในเท้าทำให้เรากังวล